ลุยจิ ริวา “เสียงฟ้าคำราม” ตำนานดาวยิงอิตาลี ผู้ภักดีต่อคัลยารีและสถิติที่ไม่มีใครทำลาย
ลุยจิ ริวา คือหนึ่งในตำนานกองหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอิตาลี เจ้าของฉายา “Rombo di Tuono” หรือ “เสียงฟ้าคำราม” จากพลังการยิงด้วยเท้าซ้ายอันหนักหน่วง เขาคือดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอิตาลีด้วยผลงาน 35 ประตูจาก 42 นัด และยังคงครองสถิตินี้มาจนถึงปัจจุบัน
แม้แฟนบอลยุคใหม่อาจคุ้นชื่อ ฟรานเชสโก ต๊อตติ, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร หรือ คริสเตียน วิเอรี มากกว่า แต่หากย้อนกลับไปในยุค 1960–1970 ชื่อของ ลุยจิ ริวา คือหนึ่งในกองหน้าที่แนวรับคู่แข่งหวาดกลัวที่สุด และเรื่องราวของเขายังเต็มไปด้วยความสำเร็จ ความภักดี และการต่อสู้กับอาการบาดเจ็บอย่างน่าทึ่ง
ลุยจิ ริวา “เสียงฟ้าคำราม” แห่งวงการลูกหนังอิตาลี
ลุยจิ ริวา หรือที่แฟนบอลเรียกกันว่า “จีจี” เกิดวันที่ 7 พฤศจิกายน 1944 เขาเติบโตขึ้นมาเป็นกองหน้าที่มีทั้งความแข็งแกร่ง ความเร็ว การจบสกอร์ และความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศ แต่สิ่งที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาคือ เท้าซ้ายอันทรงพลัง
พลังการยิงของริวารุนแรงจน จันนี เบรรา นักข่าวฟุตบอลชื่อดังของอิตาลี ตั้งฉายาให้เขาว่า “Rombo di Tuono” ซึ่งหมายถึง “เสียงฟ้าคำราม” ชื่อที่สะท้อนถึงเสียงและความรุนแรงของลูกยิงที่พุ่งเข้าสู่ก้นตาข่ายได้อย่างน่าเกรงขาม
ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดันและการจบสกอร์ที่เฉียบคม ริวาจึงกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าตัวความหวังของทีมชาติอิตาลีในยุคของเขา และสร้างผลงานที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของ “อัซซูรี”
ดาวซัลโวสูงสุดทีมชาติอิตาลี 35 ประตูจาก 42 นัด
ผลงานของ ลุยจิ ริวา กับทีมชาติอิตาลี ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เขาลงสนามให้ทัพอัซซูรีทั้งหมด 42 นัด และทำได้ 35 ประตู พร้อมคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ร่วมกับทีมชาติได้สำเร็จ
หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญคือศึก ยูโร 1968 ซึ่งริวามีส่วนช่วยอิตาลีคว้าแชมป์ยุโรป โดยเขาทำประตูในเกมนัดชิงชนะเลิศที่พบกับยูโกสลาเวีย ก่อนที่อิตาลีจะคว้าชัยชนะและครองแชมป์ได้สำเร็จ
อีกหนึ่งความทรงจำสำคัญเกิดขึ้นใน ฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก เมื่อริวาเป็นกำลังหลักของทีมชาติอิตาลีในการเดินทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แม้สุดท้าย “อัซซูรี” จะพ่ายให้กับบราซิลของเปเล่ แต่ผลงานในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวก็ยืนยันสถานะของริวาในฐานะยอดกองหน้าแห่งยุค
ตำนานคัลยารี กับความภักดีที่หาได้ยากในโลกฟุตบอล
หากเรื่องราวในทีมชาติทำให้ริวากลายเป็นตำนานแล้ว ช่วงเวลาของเขากับ คัลยารี ก็ยิ่งทำให้ชื่อของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรและเกาะซาร์ดิเนีย
ริวาค้าแข้งกับคัลยารียาวนานตั้งแต่ปี 1963 ถึง 1976 และกลายเป็นหัวใจสำคัญของทีม แม้จะได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส แต่เขาเลือกปฏิเสธโอกาสในการย้ายทีม เพื่ออยู่เคียงข้างคัลยารีและแฟนบอลบนเกาะซาร์ดิเนีย
การตัดสินใจครั้งนั้นนำไปสู่หนึ่งในเทพนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลอิตาลี เมื่อริวาพาคัลยารีคว้าแชมป์ กัลโช เซเรีย อา ฤดูกาล 1969/70 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สโมสรจนถึงปัจจุบัน
สำหรับแฟนบอลคัลยารี ริวาจึงไม่ได้เป็นเพียงอดีตกองหน้าคนหนึ่ง แต่คือ “ราชาแห่งซาร์ดิเนีย” และเป็นนักเตะที่มีความผูกพันกับสโมสรอย่างลึกซึ้ง
จากอาการบาดเจ็บสู่การเป็นตำนาน
เส้นทางอาชีพของริวาไม่ได้ราบรื่น เขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงรับใช้ทีมชาติอิตาลี แต่ทุกครั้งที่กลับมาลงสนาม เขายังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งทางจิตใจ
อาการบาดเจ็บส่งผลต่อเส้นทางอาชีพของเขาอย่างมาก และท้ายที่สุดริวาต้องยุติการเล่นฟุตบอลอาชีพในปี 1976 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้คือผลงานระดับตำนาน ทั้งกับคัลยารีและทีมชาติอิตาลี
เบื้องหลังความสำเร็จของอิตาลีในฟุตบอลโลก 2006
หลังแขวนสตั๊ด ลุยจิ ริวายังคงมีบทบาทสำคัญกับทีมชาติอิตาลี โดยเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารและเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของทีมชาติในช่วงเวลาหลายปี
เขาอยู่เบื้องหลังทีมชาติอิตาลีในฐานะผู้จัดการทีมและผู้ประสานงานของทีม ก่อนมีส่วนร่วมกับชุดที่ประสบความสำเร็จใน ฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งอิตาลีสามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ได้สำเร็จ
จากดาวยิงผู้เคยสร้างความหวาดหวั่นให้กับกองหลัง ริวาจึงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นหนึ่งในผู้ดูแลและสนับสนุนทีมชาติจากข้างสนาม แสดงให้เห็นว่าความผูกพันของเขากับ “อัซซูรี” ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับวันที่แขวนสตั๊ด
ลุยจิ ริวา ตำนานที่ไม่มีวันถูกลืม
วันที่ 22 มกราคม 2024 ลุยจิ ริวา เสียชีวิตด้วยวัย 79 ปี การจากไปของเขาสร้างความโศกเศร้าให้กับวงการฟุตบอลอิตาลีและแฟนบอลทั่วโลก
แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี แต่สถิติ 35 ประตูจาก 42 นัด ยังคงทำให้ชื่อของริวายืนอยู่บนจุดสูงสุดของทำเนียบดาวยิงทีมชาติอิตาลี ขณะเดียวกัน ความสำเร็จกับคัลยารีและความจงรักภักดีต่อสโมสรยังทำให้เขาเป็นมากกว่านักฟุตบอลธรรมดา
ลุยจิ ริวา คือ “เสียงฟ้าคำราม” ที่ยังคงก้องอยู่ในประวัติศาสตร์ลูกหนังอิตาลี ตำนานดาวยิงผู้มีทั้งพลัง ความภักดี และหัวใจของนักสู้ ชื่อของเขาจะยังคงถูกจดจำในฐานะหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของอิตาลี
แมนยู เปิดหัวพ่าย ฮัลล์ 0-2! แนวรับมีปัญหา เกมรุกก็ตื้อ คาร์ริค ควรแก้จุดไหนก่อน?
‘ลียง’ ส่งสำรองลงมาปิดกล่อง! บุกทุบ ‘ตูลูส’ 2-0 ประเดิมพุ่งรั้งอันดับ 3 ลีกเอิง







แสดงความคิดเห็น